"...เมืองนครพนมนี้ มีประวัติสืบเนื่องมาจากนครหลวงอาณาจักรโคตรบูรณ์ ซึ่งเคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาในสมัยหนึ่งแถบลุ่มน้ำโขง ประชาชนถิ่นนี้ เดิมมีภูมิลำเนาอยู่ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทย และหัวพันทั้งห้าทั้งหก ต่อมาภายหลังได้อพยพมาทางใต้ตามลุ่มแม่น้ำโขง ตั้งขึ้นเป็นเมืองอิสระหลายเมือง มีการรบพุ่งแย่งอำนาจกันหลายครั้งจนกระทั่งต่อมา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๒-๒๓   อาณาจักรล้านช้างกำลังรุ่งเรือง พระเจ้าล้านช้างแผ่แสนยานุภาพลงมา ทางใต้ลุ่มน้ำโขง จึงได้รวบรวมเมืองใหญ่น้อยเข้าไว้ด้วยกัน และสถาปนาพระยาโคตรบองราชบุตรเขยให้เป็นใหญ่ในเขตภาคนี้ โดยรวบรวมผู้คน
ตั้งขึ้น เป็นเมืองใหม่ชื่อว่า "ศรีโคตรบูรณ์" ที่ปากห้วยหินบูรณ์ ตรงข้ามอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ต่อมาได้ย้ายเมืองมาตั้งใหม่ตอนใต้เมืองท่าแขก ขนานนามเมืองใหม่ในครั้งนั้นว่า "มรุกขนาคา" หรือในปัจจุบันเรียกว่า เมืองเก่า ครั้นพิจารณาเห็นว่าทางฝั่งซ้าย มีภูมิประเทศไม่เหมาะแก่การดำรงชีพ
จึงได้อพยพย้ายเมืองมาตั้งใหม่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงที่บ้านห้วยมักฮกและตั้งนามเมืองใหม่ว่า "นครพนม" ต่อมาเห็นว่า น้ำโขงเซาะตลิ่งพังมาก
จึงต้องย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านหนองจันทร์ และบ้านหนองบึกในขณะนี้ "
 
     
 

   คำกราบบังคมทูล ตอนหนึ่ง ของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (นายฉลอง รมิตานนท์) เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช  ๒๔๙๘
ณ สนามกีฬาจังหวัดนครพนม

 
     
     เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ ในเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ บริเวณสามแยกถนนชยางกูร-เรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายอาณัติ บุนนาค หัวหน้าช่างภาพส่วนพระองค์ได้บันทึกภาพในวินาทีสำคัญ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศ และเป็นภาพที่ใช้แทนคำพูดได้มากกว่าหนึ่งล้านคำ
 
     
      วันนั้น ภายหลังจากที่ทั้ง ๒ พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เสร็จสิ้นในช่วงเช้าแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม เพื่อเสวยพระกระยาหารกลางวัน ต่อจากนั้น เสร็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งกลับไปประทับแรม
ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม ราษฎรที่ทราบข่าวต่างก็หอบลูก จูงหลาน พากันมารอรับเสด็จ ที่ริมถนนในเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน
อย่างเนืองแน่น
 
     
 
ภาพดอกไม้แหงหัวใจ ถ่ายโดยอาณัติ บุนนาค     ครอบครัว "จันทนิตย์" ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ ๒๒ หมู่ ๑๑ (บ้านศรีบุญเรือง
บ้านธาตุน้อย) ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม ห่างจากจุดที่ทางราชการกำหนดให้เป็นจุด  รับเสด็จ ประมาณ ๗๐๐ เมตร ก็ไม่แตกต่างไปจากครอบครัวอื่นๆที่ลูกหลานได้นำ "แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์" (เกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๖) หญิงชราวัย
๑๐๒ ปี ไปรอรับเสด็จด้วย โดยตามคำบอกเล่าของ นางเพ็ง จันทนิตย์ (ลูกสะใภ้ปัจจุบันอายุ ๗๙ ปี) และนางหอม แสงพระธาตุ (น้องสาวของนางเพ็ง ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปี) ได้ความว่า ลูกหลานได้นำแม่เฒ่าตุ้มไปรอรับเสด็จตั้งแต่เช้าโดยนางหอมฯเป็นผู้จัด "ดอกบัวสีชมพู" ให้แก่แม่เฒ่าตุ้ม จำนวน ๓ ดอก เพื่อนำขึ้นจบบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพาออกไปรอเฝ้ารับเสด็จที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทมากที่สุดเท่าที่จะมากได้


   ตั้งแต่เช้าสาย เที่ยงจนบ่าย เปลวแดดเจิดจ้า ร้อนแรง ดอกบัวสีชมพู จำนวน
๓ ดอก ในมือที่เหี่ยวย่นของแม่เฒ่าตุ้มจึงเริ่มเหี่ยวโรยแต่หัวใจรักและภักดีของหญิงชราผู้นี้คงยังเบิกบาน จนกระทั่งเมื่อทั้ง ๒ พระองค์เสด็จพระราชดำเนิน มาถึงตรงหน้าที่แม่เฒ่ารอรับเสด็จอยู่ แม่เฒ่าได้ยกดอกบัว ๓ ดอกนั้น ขึ้นจบทูลเกล้าฯ
ถวายแสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโน้มพระองค์ลงมาต่ำที่สุดจนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า แย้มพระสรวลอย่างเมตตา พระหัตถ์แตะที่มือซึ่งกร้านคล้ำของเกษตรกรหญิงชราชาวอีสานอย่างอ่อนโยน ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับแม่เฒ่า แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืม เช่นเดียวกันกับที่ "พระเจ้าแผ่นดิน"พระองค์นั้น ไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญ ที่เข้าเฝ้าฯ ในวันนั้น หลานและเหลนของแม่เฒ่าเล่าในเวลาต่อมาว่า "หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้ว ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพ การรับเสด็จของแม่เฒ่าตุ้ม พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พระราชทานผ่านมาทางที่ว่าการอำเภอธาตุพนมให้แม่เฒ่าตุ้มไว้เป็นที่ระลึก"

พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้อาจมีส่วนชุบชีวิตให้แม่เฒ่ายืนยาวขึ้นอีกด้วยความสุขต่อมาอีก ๓ ปีเต็มก่อนที่ แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ราษฏรผู้โชคดีคนหนึ่งจะสิ้นอายุขัยอย่างสงบด้วย โรคชรา เมื่ออายุได้ ๑๐๕ ปี
 
 

 

 
      ข้อความและภาพพระราชทาน ที่ปรากฏให้เห็นดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นและเป็นที่ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวจังหวัดนครพนม อย่างหาที่สุดมิได้ และไม่ได้เป็นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ที่เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนราษฎรจังหวัดนครพนม หากแต่ในเวลาต่อมา ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆในพื้นที่จังหวัดนครพนมอีกหลายครั้ง ดั้งปรากฏรายละเอียด ดังนี้
 
     
 
    ครั้งที่ ๑ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมค่ายทหาร กองพันทหารราบที่ ๑ กรมทหารราบที่ ๑๓ ที่บ้านภูเขาทอง และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สักการะพระธาตุพนม วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และทรงเยี่ยมเยียนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๒-๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๙๘ (การเสด็จพระราชดำเนินครั้งนี้ ทรงเยี่ยมราษฎร
๑๕ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ ๒-๒๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๙๘)

    ครั้งที่ ๒ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศล วิสาขบูชา ณ  วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๖
    ครั้งที่ ๓ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสักการะพระธาตุประสิทธิ์
ณ วัดพระธาตุประสิทธิ์ อำเภอนาหว้า เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
    ครั้งที่ ๔ เสด็จพระราชดำเนิน ถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดพระธาตุประสิทธิ์ และทรงเยี่ยมราษฎร
อำเภอนาหว้า เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๕
    ครั้งที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเจดีย์พระธาตุมหาชัย ณ วัดธาตุมหาชัย และทรงเยี่ยมราษฎร อำเภอปลาปาก เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
    ครั้งที่ ๖ เสด็จพระราชดำเนินไปสรงน้ำพระกรัณฑ์ พระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารและทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคมพุทธศักราช ๒๕๑๘
    ครั้งที่ ๗ เสด็จพระราชดำเนินไปในงานพิธีสมโภชพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และทรงเยี่ยมราษฎร เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘
    ครั้งที่ ๘ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระอุรังคธาตุขึ้นประดิษฐาน
ทางทิศตะวันออก ขององค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และทรงเยี่ยมราษฎร
เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๒๒
 
      ทุกครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ จังหวัดนครพนม นอกจากจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆรวมทั้ง
ทรงเยี่ยมราษฎรเพื่อให้ทรงทราบถึงความทุกข์สุขของพสกนิกรแล้วสิ่งหนึ่งที่จะทรงปฏิบัติใน การเสด็จพระราชดำเนินทุกหนทุกแห่งโดยมิได้ขาด คือ การพระราชทานแนวพระราชดำริแก่ส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆเพื่อเป็นแนวทางใน การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แก่ราษฎร
พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นั้น ได้แผ่ไพศาลปกเกล้าปกกระหม่อมไปทุกย่อมหญ้าของผืนแผ่นดินไทยไม่เว้นแม้แต่ในพื้นที่ของจังหวัดที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงเป็นระยะทางเกือบ ๘๐๐ กิโลเมตร เช่น จังหวัดนครพนม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อพสกนิกรชาวไทยเสมอมาโดยเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมและ พระราชทานความชวยเหลือแก่ราษฎร ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๕ เริ่มจากราษฎรที่อยู่ใกล้เคียงกับวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ และค่อยๆขยายพื้นที่ไปทั่วทุกภาคของประเทศ จนอาจกล่าวได้ว่า "ไม่มีพื้นที่แห่งใดเลยในประเทศไทย ที่พระองค์ไม่เคยเสด็จพระราชดำเนินไปถึง" ซึ่งพสกนิกรทุกหนทุกแห่งต่างก็แสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างล้นเหลือเช่นกัน และจากการเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมประชาราษฎร์ ทำให้ทรงทราบปัญหาในเรื่องความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของราษฎรซึ่งเป็นปัญหาในหลายๆด้าน เช่น ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำและชลประทาน ด้านการพัฒนาที่ดิน ด้านเกษตรกรรม ด้านการศึกษาวิจัยด้านการแพทย์และ
สาธารณสุข ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้านอาชีพเสริม และอื่นๆ เหล่านี้คือที่มาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่ง ปัจจุบันมีอยู่
๖๓ โครงการ ในพื้นที่จังหวัดนครพนม จำแนกประเภทได้ ดังนี้
 
   
      โครงการวิถีชีวิตพอเพียง
 
๑.การดำเนินชิวิตแบบพอเพียง ๒.สายใยแห่งครอบครัว
๓.หมู่บ้านเศรษฐกิจแบบพอเพียง  
 
     
      โครงการศิลปาชีพ  
 
๑.คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ๗.ศูนย์ศิลปาชีพบ้านหาดแพง
๒.ศูนย์การเรียนรู้การผลิตพืช ๘.ศุนย์ศิลปาชีพบ้านทันสมัย
๓.การส่งเสริมกิจกรรสหกรณ์นักเรียน ๙.พัฒนาตำบล (คพต.) พิเศษ
๔.โครงการควบคุมโรคหนอนพยาธิในเด็กนักเรียน ๑๐.การพัฒนาและรณรางค์การใช้หญ้าแฝก
๕.อาหารปลอดภัยเด็กไทยสะอาด ๑๑.แหล่งเรียนรู้โรงเรียนสอนคนฝึกควายไถนา
๖.เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน  
 
     
      โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ และชลประทาน  
 
๑.บ้านเล็กในป่าใหญ่ (ป่ารักษ์น้ำ) ๒๔.ประตูระบายน้ำบ้านนาดู่
๒.พัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำก่ำ ๒๕.ประตูระบายน้ำบ้านนาขาม
๓.ประตูระบายน้ำห้วยแคน ๒๖.ฝายทดน้ำบ้านโพนดู่
๔.ประตูระบายน้ำบ้านนาบัว ๒๗.ฝายทดน้ำห้วยหว้าน
๕.พัฒนาแหล่งน้ำชุมชน (ห้วยแคน) ๒๘.อ่างเก็บน้ำห้วยวังม่วง
๖.พัฒนาแหล่งน้ำชุมชน (ห้วยหินกอง) ๒๙.อ่างเก็บน้ำห้วยถกคูณ
๗.ขุดลอกห้วยเซกา ๓๐.อ่างเก็บน้ำนางออ
๘.พัฒนาหนองคำไฮ ๓๑.อ่างเก็บน้ำห้วยผักดอก
๙.อ่างเก็บน้ำห้วยฮ้วน ๓๒.อ่างเก็บน้ำนางยอด
๑๐. อนุรักษ์ป่าและพัฒนาแหล่งน้ำกุดเลาะ-กุดกว้าง ๓๓.อ่างเก็บน้ำบ้านดอนพัฒนา
๑๑.ระบบส่งอ่างเก็บน้ำห้วยคำไฮ ๓๔.อ่างเก็บน้ำบ้านดงน้อย
๑๒.ฝายน้ำล้นห้วยโคน ๓๕.ฝายทดน้ำห้วยอีเลิง
๑๓.ขุดลอกพื้นที่รอบขอบหนองคาด ๓๖.อ่างเก็บน้ำห้วยบง
๑๔.ขุดลอกห้วยอีสาว(ตอนบน) ๓๗.อ่างเก็บน้ำห้วยบัง
๑๕.ฝายน้ำล้นห้วยเม็ก ๓๘.อ่างเก็บน้ำห้วยหินชะแนน
๑๖.ฝายจัดหาน้ำให้หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ๓๙.อ่างเก็บน้ำห้วยบุ่งหมากโมง
๑๗.ฝายน้ำล้นบ้านฮ่องโจด ๔๐.อ่างเก็บน้ำดงน้อย
๑๘.ฝายน้ำล้นบ้านโคกสูง ๔๑.ประตูระบายน้ำบ้านตับเต่า
๑๙.ฝายน้ำล้นห้วยวังม่วง ๔๒.จัดหาน้ำช่วยเหลือราษฏรบ้านดอนข้าวหลาม
๒๐.พัฒนาแหล่งน้ำชุมชน (วังหิน) ๔๓.จัดหาน้ำช่วยเหลือฟาร์มตัวอย่าง
๒๑.ปรับปรุงทำนบดินอ่างเก็บน้ำห้วยวังหว้า ๔๔.ปรับปรุงบึงสาธารณะหนองสังข์
๒๒.อ่างเก็บน้ำบ้านดงหมู ๔๕.ปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยหินชะแนน
๒๓.อ่างเก็บน้ำห้วยกะเบา ๔๖.ขุดลอกห้วยมวย
  ๔๗.ประตูระบายน้ำน้ำก่ำตอนล่าง
 
     
      โครงการฟาร์มเลี้ยงสัตว์  
 
๑.ฟาร์มตัวอย่างหนองปลาค้อเฒ่า ๒.ฟาร์มตัวอย่างอาหารชุมชนบ้านโคกสว่าง
 
     
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวง ด้วยพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร
ก่อให้เกิดความจงรักภักดี ที่พสกนิกรทุกหมู่เหล่าตระหนักในความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน จนยากที่จะลืมเลือน ดังที่
หม่อมราชวงค์คึกฤทธิ์ปราโมช ได้เขียนไว้ในหนังสือ "ครองใจคน" ตอนหนึ่งว่า "...ผมเคยอยู่มาแล้วหลายแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัว
แผ่นดินใด ที่คนทั้งเมืองเขาเป็นเจ้าเข้าเข้าของ ให้ความเคารพบูชาอย่างสนิทสนมอย่างทุกวันนี้...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อนๆ ทรงครองแผ่นดิน แต่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้ทรงครองใจคน..."
ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.
 
     
 

เรียบเรียงโดย นายสมบูรณ์ สอนประภา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดนครพนม

 

|หน้าหลัก|